ความเป็นมาในการบูรณะ

   สืบเนื่องจากวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งที่สืบเนื่องได้ถึงการหยั่งรากฐานของคริสตศาสนาที่เริ่มเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยตั้งแต่รัชกาล  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งในระยะเวลานั้นได้เริ่มมีการสร้างโบสถ์ สร้างโรงเรียนสำหรับสอนคำสอน ตั้งบ้านเณรเพื่อสอนคริสตศาสนาแก่คนที่ต้องการบวช   เป็นพระ ต่อมาในภายหลังวัดและโรงเรียนได้ถูกพม่าเผาทำลายในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แต่ก็มีการสร้างวัดหลังใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อเป็นศูนย์รวมจิต ใจของคริสตชนต่อมา
   วัดหลังปัจจุบันสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2426 สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2434 ใช้ระยะเวลาการสร้างถึง 8 ปี โดยใช้แรงใจแรงกาย และกำลังทรัพย์จากคริสตชนทั้งหลาย หลังการสร้างเสร็จไม่นาน สภาพวัดเกิดการแตกร้าว ทรุดโทรม ทางมิสซังฯได้ส่งนายช่างมาดูแลการซ่อมแซมวัดหลายครั้ง ครั้งที่เสียหายมาก  ทางวัดได้ใช้ลวดสลิงดึงผนังทั้ง 2 ข้าง และทำแผงค้ำยันประกบที่มุมอาคารด้านหลัง อันเป็นการชะลอความชำรุดเสียหายไม่ให้เกิดมากไปกว่านี้
   แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้วัดมีอายุถึง 100 กว่าปีแล้ว จึงทำให้วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างผนัง หลังคา และพื้นมีการทรุดโทรมชำรุดเสียหายมากขึ้นโดยเฉพาะสภาพ โครงสร้างของผนังอาคารที่มีการแยกตัวมากขึ้น เกรงว่าจะเกิดความเสียหายมากไปกว่านี้ อีกทั้งส่วนประดับอาคารส่วนต่าง ๆ เช่นการประดับตกแต่งภายในอาคาร ฝ้าเพดาน ซุ้มนักบุญ และหน้าต่างกระจกสี ฯลฯ มีสภาพชำรุดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกระจกสี ซึ่งมีความสวยงามและมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และทางศิลป   กรรม ระดับช่างฝีมือ
   ดังนั้น เมื่อ พ.ศ. 2541 คณะกรรมการมิสซังคาทอลิก ได้มอบหมายให้บริษัท มรดกโลก จำกัด ทำการศึกษา สำรวจความเสียหายของอาคาร สำรวจฐานรากของ  อาคารเดิม แล้วนำผลสำรวจนั้นมาศึกษา ออกแบบ คิดหาวิธีที่จะบูรณะเสริมความมั่นคง แข็งแรง เสริมความมั่นคงของโครงสร้างผนังอาคารบูรณะและอนุรักษ์การประดับตกแต่งภายในวัด การบูรณะซุ้มนักบุญ พระแท่นบูชา ฝ้าเพดาน เป็นต้น ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และบูรณะสภาพวัดให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ดีดังที่เคยเป็นมาใน อดีต และมีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อให้คงความสวยงามและมีคุณค่าทางด้านจิตใจและศิลปะต่อไป
   ทั้งนี้บริษัท มรดกโลก จำกัด ได้ดำเนินการศึกษาและสำรวจสภาพการชำรุดเสียหายของวัด ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2541 และนำเสนอผลการสำรวจ แนวทาง การอนุรักษ์ดังมีขั้นตอนต่อไปนี้ คือ
   1.ศึกษาข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการศึกษาและออกแบบเพื่อการอนุรักษ์
   2.สำรวจและทำผังบริเวณโดยรอบวัด รวมทั้งสำรวจค่าระดับการทรุดตัวของวัด
   3.สำรวจและเขียนแบบสภาพปัจจุบันของวัด ทั้งผังพื้น ผังรูปด้านทั้ง 4 ด้าน ผังรูปตัด ผังแปลน หลังคา เพื่อบันทึกสภาพความชำรุดเสียหายของวัด
   4.ขุดตรวจฐานรากของวัด โดยขุดทดสอบที่ด้านข้างฐานอาคารทางด้านตะวันตก เพื่อตรวจสอบลักษณะของฐานรากและตรวจสอบศึกษาชั้นดินทางด้านโบราณ  คดี
   5.ออกแบบเพื่อการบูรณะ โดยการออกแบบการเสริมความมั่นคงของผนังอาคาร การเสริมความมั่นคงของอาคารทางด้านหลัง
   6.ออกแบบเพื่อการบูรณะอาคารส่วนอื่น ๆ เช่น บานหน้าต่าง บานเกล็ดที่หอระฆัง พื้น ผนังภายในและภายนอก ฝ้าเพดาน การประดับตกแต่งส่วนต่าง ๆ
   7.รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจัดทำรายการประกอบแบบเพื่อการบูรณะและการประมาณราคาค่าใช้จ่ายในการบูรณะส่วนต่าง ๆ
และในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ทางมิสซังฯได้แจ้งให้บริษัท มรดกโลก จำกัด ทำการสำรวจเพิ่มเติมจากที่เคยสำรวจไว้แล้ว เนื่องจากสภาพวัดบางส่วนมีการชำรุดมากขึ้น เช่น ผนังหอระฆังด้านนอกที่อิฐผุเปื่อยและหล่นลงมา ส่วนสภาพภายในมีการปรับปรุงให้มีสภาพที่ดีขึ้นบางส่วน และบางส่วนก็มีสภาพที่ชำรุดมากขึ้นกว่าที่เคยสำรวจไว้

ผลการสำรวจสภาพความเสียหายของวัด
   1.ฐานราก จากการขุดตรวจพบว่า ฐานของอาคารมีต่อลงไปอีกเกือบ 1 เมตร และตั้งอยู่บนคานปูนหล่อ ซึ่งรองรับฐานอาคารโดยตลอดทุกแนว คานรองรับฐาน  อาคารยังมีสภาพแข็งแรง ฐานอาคารจึงไม่ปรากฏการทรุดตัวเลย จึงพอจะสรุปได้ว่า ฐานรากของวัดหลังนี้ยังคงสภาพแข็งแรง
   2.หลังคา สภาพไม้โครงสร้างหลังคาส่วนใหญ่อยู่ในสภาพค่อนข้างดี มีการผุเปื่อย ทรุดตัว เสียหายบ้างประมาณ 30 – 40% เนื่องมาจากความชื้นและน้ำที่รั่วซึม มาจากกระเบื้องมุงหลังคาที่แตกรั่ว ทำให้ไม้ผุเปื่อย ประกอบกับการแตกร้าวของผนังอาคารทำให้โครงสร้างของหลังคาเคลื่อนตัวไปบางส่วน
   3. ผนังอาคาร ปรากฏสภาพความชำรุดเสียหายมากที่สุด เนื่องจากผนังมีรอยแตกร้าว อันเกิดจากน้ำหนักของกระเบื้องมุงหลังคาเดิมที่มีน้ำหนักมาก ทำให้เกิด การถีบตัวที่ผนังส่วนบน จึงเกิดรอยแตกร้าวที่ผนังบริเวณพระแท่น และภายในห้องสังฆภัณฑ์ รอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นทำให้สภาพอาคารชำรุดมากทางวัดจึงได้ขึงลวดสลิงโยงผนังทั้ง 2 ด้าน และทำแผงค้ำยันที่มุมอาคารด้านหลังทั้ง 2 มุม ผนังอาคารภายนอกมีสภาพบิ่นกะเทาะเกิดจากการเสื่อมสภาพของวัสดุก่อสร้างปูนฉาบ     หมดสภาพประมาณ 80% และส่วนที่ชำรุดเพิ่มเติม คือส่วนของผนังหอระฆังด้านนอกด้านตะวันตกที่อิฐผุเปื่อยและร่วงลงมาเป็นแผง ทำให้ประตูทางเข้าทางด้านนี้ไม่สามารถเปิดใช้ เนื่องจากเกรงว่าจะมีอิฐร่วงลงมาอีก
   4. พื้น พื้นภายในอาคารยังอยู่ในสภาพดี เนื่องจากเพิ่งจะมีการเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก แล้วปูพื้นใหม่เมื่อไม่นานมานี้ มีแต่สภาพพื้นภายในห้องสังฆภัณฑ์ที่    ยังไม่ได้บูรณะ ปัจจุบันมีสภาพทรุดตัว พื้นแตกร้าวทั้งหมด
   5. ส่วนประดับตกแต่งภายในอาคาร การประดับตกแต่งภายในอาคารตั้งแต่ฝ้าเพดานที่เริ่มมีสภาพผุกร่อน สีที่ทาเริ่มเสื่อมสภาพ ซุ้มพระแท่นและการประดับ    ตกแต่งเริ่มเสื่อมสภาพ ปูนปั้นบิ่นกะเทาะ ส่วนที่เสียหายที่สุด คือ บานหน้าต่างกระจกสี Stain glass ที่แตกเสียหายทุกช่อง ถ้าไม่มีการบูรณะซ่อมแซมจะทำให้  กระจกสีเสียหายมากกว่านี้ นอกจากนี้สภาพบานประตู หน้าต่าง ก็มีสภาพชำรุดเสียหายเช่นเดียวกัน
สภาพโดยรวมของวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เกิดความเสียหายที่โครงสร้างผนังส่วนบน ซึ่งส่งผลเสียหาย กระทบไปถึงหลังคา ผนัง ซุ้มพระแท่น พื้นและส่วนประดับอื่น ๆ ถ้าไม่ได้เสริมความมั่นคงของผนัง จะทำให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้

แนวทางการบูรณะในเชิงอนุรักษ์
   เนื่องจากวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เป็นวัดที่มีความสำคัญวัดหนึ่ง ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี อีกทั้งยังเป็นศาสนสถานที่ยังมีการประกอบพิธีทาง   ศาสนาอยู่เป็นประจำ จัดเป็นศาสนสถานประเภท Living Monument คือเป็นโบราณสถานที่ยังมีการใช้งาน ดังนั้นในการบูรณะจะต้องคำนึงถึงประโยชน์การใช้   งานและการอนุรักษ์สภาพอาคารให้คงคุณค่าไปพร้อมกัน
   ตามความหมายของการอนุรักษ์ หมายถึง การดูแลรักษา เพื่อให้คงคุณค่าไว้และให้ความหมายรวมถึงการป้องกัน การรักษา การสงวน การปฏิสังขรณ์ และการ  บูรณะด้วย
   ดังนั้นในการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการบูรณะ บริษัท มรดกโลก จำกัด ได้คำนึงถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการพัฒนา การใช้งาน และการเป็น  ศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง