หมู่บ้านโปรตุเกส

       โปรตุเกส เป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยา โดยในปี พ.ศ. 2054 อัลฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการของโปรตุเกสประจำภูมิภาคเอเชีย ได้ส่งนายด๊วต เฟอร์นันเดช เป็นทูตเข้ามา
เจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาและได้ทำสนธิสัญญาขึ้นในปี
พ.ศ. 2059 นับเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่ไทยทำกับชาติตะวันตก
     ชาวโปรตุเกสได้รับพระบรมราชานุญาตให้ตั้งหมู่บ้านขึ้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกทางด้านใต้
ของเกาะเมืองและได้รับราชการเป็นทหารอาสา โดยได้นำอาวุธปืนพร้อมยุทธวิธีการรบแบบใหม่เข้ามาฝึกอบรมให้กับกองทัพไทย นอกจากนั้น ยังได้รับพระบรมราชานุญาตให้ทำการค้าและเผยแพร่คริสต์ศาสนาได้อย่างเสรีทั้งในอยุธยาและหัวเมืองต่าง ๆ ได้มีการสร้างโบสถ์ในคริสต์ศาสนาไว้ถึง 3 แห่ง คือ โบสถ์ของ
คณะโดมินิกัน คณะเยซุอิต และคณะฟรังซิสกัน และได้มีการแต่งงานกับชาวไทย และชาวต่างชาติอื่น ๆ
 

ที่อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุของชาวฝรั่งเศส ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่กล่าวถึงหมู่บ้านโปรตุเกส ว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่-
บ้านแห่งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวโปรตุเกสลูกผสม มีจำนวน 2,000-3,000 คน ซึ่งคงจะเป็นชุมชนชาวตะวันตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงศรีอยุธยา
       ชาวโปรตุเกสได้อยู่อาศัยตรงชุมชนดังกล่าวมาจนถึง พ.ศ. 2310 และทิ้งร้างไปภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา รวมอายุของชุมชน 227 ปี
       ในปี พ.ศ. 2527 กรมศิลปากรได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิกุลเบงเกียน ประเทศโปรตุเกสเป็นเงิน 80,000 เหรียญสหรัฐ ในการดำเนินการขุดแต่งบูรณะและปรับปรุงสักการสถานนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล ซึ่งผลการดำเนินงานได้พบซากโบราณสถาน โครงกระดูก เครื่องปั้นดินเผา กล้องยาสูบ เงินตรา และเหรียญ
รูปเคารพ เป็นต้น
       ปี พ.ศ. 2531  มูลนิธิกุลเบงเกียนได้สนับสนุนเงิน 94,090 เหรียญสหรัฐ ให้กรมศิลปากรดำเนินการอนุรักษ์และบูรณะสักการสถานนักบุญเปโตรและนักบุญ
เปาโล และสงวนรักษาโครงกระดูก พร้อมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
       ปี พ.ศ. 2537 กรมศิลปากร และมูลนิธิคาลูสเตอร์กุลเบงเกียน ร่วมกันจัดสรรเงินจำนวน 2,750,000 บาท ในการก่อสร้างอาคารคลุมหลุมขุดค้น และก่อสร้าง
ศาลาท่าน้ำ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมโบราณสถานบ้านโปรตุเกสโดยทางเรือ
       ในปี พ.ศ. 2538 กรมศิลปากรได้จัดเตรียมงบประมาณจำนวน 2,318,866 บาท เพื่อทำการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์โดยรอบสักการสถานนักบุญเปโตรและนัก-บุญเปาโล และได้ตกแต่งโครงกระดูกจัดนิทรรศการถาวรในอาคาร พร้อมทั้งจัดพิมพ์เอกสารเผยแพร่ตามแผนงานที่จัดเตรียม เปิดโบราณสถานในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2538 เพื่อน้อมเกล้าฯถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 นี้ โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้โปรดเกล้าฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดด้วย
 

1. การเข้ามาของชาวโปรตุเกสในประเทศไทย
      
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ทั้งจากการค้นคว้าเอกสารและงานด้านวิชาการต่างๆ ทั้งจากฝ่ายไทย และฝ่ายโปรตุเกสว่า ประเทศโปรตุเกสเป็นฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาติดต่อความสัมพันธ์กับประเทศไทยและอาจกล่าวได้ด้วยว่า พร้อมๆ กับการเข้ามาของชาวโปรตุเกส คริสตศาสนาก็ได้เข้ามาในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าในการออกสำรวจดินแดนใหม่เพื่อประโยชน์ทางการค้าและการล่าอาณานิคมของโปร- ตุเกสนั้น โปรตุเกสได้รับอภิสิทธิ์อุปถัมภ์ศาสนา หรือที่เรียกกันว่า Padroado มีหน้าที่ในการทะนุบำรุง   ศาสนา และประกาศพระศาสนาไปยังดินแดนใหม่ที่ค้นพบ
       นอกจากนี้ ประเทศโปรตุเกสยังเป็นประเทศคริสตศาสนาที่เคร่งครัดและมีจิตใจร้อนรนในศาสนามิ ใช่น้อย ชาวโปรตุเกสทุกคนที่เข้ามาในประเทศไทยครั้งนั้น ทุกคนจึงล้วนแต่นับถือคริสตศาสนา และเมื่อสามารถสร้างหลักปักฐานอยู่ในประเทศไทยได้แล้ว ก็ย่อมมีความปรารถนาที่จะปฏิบัติศาสนกิจต่างๆตามความเชื่อของตน นั่นย่อมหมายความว่า ชาวโปรตุเกสจะต้องมีมิชชันนารีหรือบาทหลวง

เพื่อช่วยอภิบาลวิญญาณของพวกเขา และมีโบสถ์เพื่อใช้ประกอบศาสนพิธีต่างๆ พระมหากษัตริย์ไทยในยุคนั้นก็ทรงมีพระราชหฤทัยกว้างขวาง ทรงให้การต้อนรับ  ชาวโปรตุเกสด้วยดี ส่วนชาวโปรตุเกสเองก็มิได้มีจิตใจที่จะเอาประเทศสยามเป็นเมืองอาณานิคม มีแต่ต้องการค้าขายด้วยเท่านั้น มิตรภาพระหว่างทั้งสองประเทศจึงได้เริ่มต้นขึ้นด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันและเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงมิตรภาพนี้ก็คือที่ดินที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานให้แก่ชาวโปรตุเกส เพื่อใช้ปลูกสร้างบ้านเรือนพักอาศัย และสร้างโบสถ์สำหรับประกอบศาสนกิจต่างๆ ซึ่งเราเรียกกันมาช้านานแล้วว่า หมู่บ้านโปรตุเกส ดังนั้น การศึกษาถึงหมู่บ้านโปร-ตุเกสจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากเพราะจะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงความเป็นไปของบุคคลต่างๆ ในประวัติศาสตร์ไทย ประเพณีทางศาสนาและประวัติศาสตร์คริสตศาสนาในประเทศ ได้ดีขึ้นอีกด้วย

ก.ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์
    
เรื่องนี้มีภูมิหลังตั้งแต่การเดินทางของนักผจญภัยชาวเวนิชคือ มาร์โคโปโล (Marco Polo 1254-1323) ผู้ซึ่งเจริญรอยตามบิดาและลุงในการออกเดินทาง  ไปประเทศจีน ตลอดระยะเวลา 17 ปี ที่อยู่ในประเทศจีน มาร์โคโปโลได้ออกเดินทางไปยังหลายต่อหลายประเทศในเอเชียแถบนี้ เขาเดินทางมาถึงประเทศจีนเมื่อ ปี ค.ศ.1275 และเดินทางกลับไปถึงเมืองเวนิช (Venice) เมื่อปี ค.ศ.1295 จากนั้นไม่นาน ก็เกิดสงครามขึ้นระหว่างเมืองเวนิช และเมืองเจนัว (Genoa) ทำให้  มาร์โคโปโลถูกจับเป็นเชลย
       ในคุกนี้เองเพื่อนร่วมคุกคนหนึ่งชื่อ รุสตีซีอาโน (Rusticiano) ได้เขียนเรื่องการเดินทางของมาร์โคโปโลตามคำบอกของเขา เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ชาวยุโรปมีความปรารถนาที่จะเดินทางผจญภัยแบบนี้บ้าง ในศตวรรษที่ 14
     ชาวโปรตุเกสเป็นชาติที่มีอำนาจมาก และมีความเจริญก้าวหน้าในการเดินเรือ จนในที่สุดมีนักเดินเรือที่มีชื่อเสียงมากคือ วาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) และบาร์เทอร์โลมิว ดีอาซ (Barthelomue Diaz) จนทำให้เกิดความคิดที่จะใช้การเดินเรือเพื่อค้นหาดินแดนใหม่ๆ เกิดขึ้น ทั้งนี้ เพื่อผลประโยชน์ทาง การค้า
       ปี ค.ศ.1415 เจ้าชายเฮนรี่ (Henry) นักเดินเรือ พระโอรสของพระเจ้ายอห์น ที่ 1 แห่งโปรตุเกส สามารถเดินเรือออกไปทางอาฟริกาและยึดเกาะเซวต้า (Ceuta) ได้ และนับจากนั้นเป็นต้นมา ประเทศโปรตุเกสก็เริ่มออกสำรวจทางทะเลอย่างจริงจังเพื่อค้นหาดินแดนใหม่ๆ สมเด็จพระสันตะปาปาเวลานั้นก็ทรงมอบ  อำนาจและสิทธิพิเศษหลายประการแก่ประเทศ โปรตุเกส ทั้งในการค้นหาดินแดนใหม่ๆ และการทะนุบำรุงศาสนา สิทธิพิเศษประการนี้เรียกว่า Padroado ซึ่งมีรายละเอียดและมีระเบียบมากมาย มีวิวัฒนาการสืบต่อๆ มา
     ฝ่ายประเทศสเปน เมื่อ พระเจ้าเฟอร์ดินันโด (Ferdinando) และพระนางอิสซาเบลลา (Isabella) สามารถรวมตัวกันและปลดปล่อยสเปนจากพวกมุสลิมที่เข้ามายึดครองได้แล้ว สเปนก็มีอำนาจมากขึ้น ในเวลานั้นเอง คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ก็ออกแสวงหาดินแดนใหม่ในนามของประเทศสเปน เขาค้นพบทวีปอเมริกาในปี ค.ศ.1492 การค้นพบนี้ทำให้สเปนซึ่งเป็นประเทศคาทอลิกเช่นเดียวกับโปรตุเกสส่งเอกสารขอสิทธิพิเศษจากพระสันตะปาปาอเล็ก-     ซานเดอร์ ที่ 6 (Alexander VI) เช่นเดียวที่โปรตุเกสได้รับ และเนื่องจากทั้งโปรตุเกสและสเปนเป็นประเทศคาทอลิกที่มีอำนาจมาก พระสันตะปาปาเกรงว่าการสำรวจดินแดนใหม่ๆ นี้ อาจทำให้ทั้งสองประเทศต่างผิดใจกันได้ จึงทรงขีดเส้นแบ่งโลก จากขั้วโลกหนึ่งไปยังอีกขั้วโลกหนึ่ง เป็น 2 ซีกโดยกำหนดให้ซีกตะวันตกของยุโรปเป็นความรับผิดชอบของสเปน และทางตะวันออกเป็นของโปรตุเกส  เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1493 แต่การแบ่งเส้นนี้ ประเทศโปรตุเกสเห็นว่าประเทศ  สเปนได้เปรียบมากกว่า ดังนั้นจึงเกิดสนธิสัญญา Tordesillas ขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ.1494 โดยการลากเส้นขยายพื้นที่ให้แก่โปรตุเกสเข้ามาทางตะวันตก  อีกและเส้นนี้เองที่ทำให้ประเทศบราซิลเป็นของโปรตุเกส

ข. การติดต่อสัมพันธ์ครั้งแรกระหว่างสองประเทศ
       ชาวโปรตุเกสออกแสวงหาดินแดนใหม่โดยเดินทาง มาทางตะวันตก อ้อมทวีปอาฟริกา ผ่านแหลมกู๊ดโฮป (Good Hope) และขยายตัวอย่างรวดเร็วมาทาง     เอเชีย อัลฟอนโซ ดาลบูเคิร์ก (Alfonso d'Albouquerque) อุปราชของพระเจ้าแผ่นดินโปรตุเกส (Envoy) หรือผู้แทนพระองค์ เข้ายึดเมืองกัว(Goa)ซึ่งเป็นเมืองท่าทางฝั่งตะวันตกของอินเดียได้เมื่อปี ค.ศ.1509 ก่อน หน้านี้เล็กน้อย พระเจ้ามานูแอล (Manoel) กษัตริย์โปรตุเกส ได้ส่งดีโอโก โลเปซ เดอ เซเกอีรา (Diogo Lopes de Sequeira) ออกสำรวจหาข้อมูลและแหล่งสินค้าต่างๆ ตามเกาะและประเทศทางมาดากัสการ์ (Madagascar), ศรีลังกา (Ceylon) และมะละกา(Malacca) ปี ค.ศ.1508 ที่มะละกานี้เอง ชาวโปรตุเกส 27 คน ได้ถูกจับเป็นเชลย ในจดหมายของเชลยคนหนึ่งที่เขียนถึงอัลบูเคิร์ก  ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์       ค.ศ.1510 กล่าวไว้ว่า เวลานี้กษัตริย์แห่งมะละกากำลังทำสงครามอยู่กับกษัตริย์แห่งสยามซึ่งมี อาณาจักรกว้างใหญ่และมีท่าเรือต่างๆ จำนวนมาก และจากสาเหตุนี้ เองที่ทำให้อัลบูเคิร์กตัดสินใจโจมตีมะละกา โดยมีเหตุผลว่า
           1. เพื่อช่วยเชลยชาวโปรตุเกส
           2. เพื่อเอามะละกาเป็นเมืองท่าและศูนย์การค้าขาย
           3. และจะไม่มีปัญหากับประเทศสยาม
       อัลบูเคิร์กยึดมะละกาได้เมื่อปี ค.ศ.1511 และได้เริ่มต้นสถาปนาสัมพันธภาพฉันมิตรกับประเทศสยามในทันที ด้วยการส่งดูอาร์ต เฟอร์นันเดส (Duarte Fenandes) เป็นทูต มาเฝ้าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ในปีเดียวกันนั้นเอง เหตุผลที่อัลบูเคิร์กสถาปนาสัมพันธภาพครั้งนี้กับประเทศสยามเป็นเพราะประเทศสยาม เป็นประเทศที่มั่นคงและมั่งคั่ง การจะทำสงครามกับประเทศสยามคงไม่ยากนักก็จริง แต่การรักษาไว้ต่อไปก็ไม่ง่ายนักอีกประการหนึ่งแม้ประเทศสยามจะเคยอ้างว่ามะละกาเป็นประเทศราชของตน ต้องส่งบรรณาการแก่ประเทศสยามมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระรามา   ธิบดี อู่ทอง แต่มะละกาก็ไม่ได้กระทำตนเป็นประเทศราช หลายครั้งยังทำตนเป็นศัตรูกับประเทศสยาม ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือในสมัยพระรามาธิบดี อู่ทอง นั้น มะละกายังไม่ได้สถาปนาเป็นบ้านเมือง มะละกาได้รับการสถาปนา เป็นบ้านเมืองในรัชกาลสมเด็จพระรามราชา และประกาศเป็นเอกราชตั้งแต่ปี ค.ศ.1403 ราชวงศ์มะละกาสืบครองบ้านเมืองต่อๆมากว่า 100 ปีโดยไม่ยอมอยู่ภาย ใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยาตลอดมา นักประวัติศาสตร์รวมทั้งข้อมูลทางประวัติ ศาสตร์บางประการอาจระบุว่ามะละกาเป็นประเทศราชของสยามก็เนื่องมาจากว่า สยามในสมัยรัชกาลพระรามาธิบดี อู่ทอง ขยายดินแดนลงมาทางใต้สุด แต่เวลานั้นมะละกายังไม่ได้เป็นบ้านเมืองในความหมายนั้น การกล่าวอ้างเช่นนี้จึงถือเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว
     การที่โปรตุเกสยึดมะละกาไป จึงไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้สยามบาดหมางกับโปรตุเกส และยิ่งกว่านั้นพระมหากษัตริย์สยามยังให้การต้อนรับคณะทูตของโปรตุเกส เป็น อย่างดีอีกด้วย อันที่จริง อัลบูเคิร์กส่งดูอาร์ต เฟอร์นันเดสมาเป็นทูตที่สยามก่อนที่จะยึดมะละกาได้อย่างสมบูรณ์ด้วยซ้ำ ดูอาร์ต เฟอร์นันเดสได้เข้าเฝ้าอย่างสง่า ถวายของขวัญเป็นดาบฝังเพชรและจดหมายลงชื่อโดยอัลบูเคิร์ก ในนามของกษัตริย์โปรตุเกส เมื่อดูอาร์ต เฟอร์นันเดส เดินทางกลับมะละกา ทูตสยามได้ติดตามไปด้วย และได้มอบของขวัญเป็นการตอบแทน คณะทูตสยามได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ
       ปี ค.ศ.1511 คณะทูตโปรตุเกสชุดที่สอง นำโดยอันโตนิโอ เด มิซานดา เด อเซเวโด (Antonio de Mizanda de Azevedo) พร้อมกับมานูแอล ฟราโกโซ (Manoel Fragoso) เดินทางเข้ามาในสยาม ฟราโกโซอยู่ในสยามต่ออีก 2 ปีและได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับสินค้าขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆของสยามส่งกลับ ไปโปรตุเกส และรายงานชิ้นนี้ยังไม่เคยตีพิมพ์จนถึงทุกวันนี้ พระเจ้าแผ่นดินสยามถวายของพระราชทานแด่กษัตริย์แห่งโปรตุเกสโดยผ่านทาง อันโตนิโอ เด มิซาน- ดา ด้วย
     ปี ค.ศ.1518 D. Aleixo de Menezeo ได้รับมอบอำนาจพิเศษที่มะละกา ได้ส่งดูอาร์ต โกแอลโฮ (Duarte Coelho) เป็นทูตพิเศษเข้ามาในสยามพร้อมทั้ง  จดหมายและของขวัญ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินโปรตุเกสจัดมาถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินสยามเป็นการตอบแทน ในการส่งทูตมาครั้งนี้ได้มีการทำสัญญาฉบับแรกระหว่าง สยามและโปรตุเกส โดยฝ่ายโปรตุเกส ได้สัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่สยาม และฝ่ายสยามก็ได้ให้อภิสิทธิ์ในด้านศาสนาและการพาณิชย์เป็นการตอบแทน เวลาเดียวกันสยามสามารถส่งชาวสยามไปตั้งถิ่นฐานในมะละกาได้ สัญญาฉบับนี้นับเป็นฉบับแรกที่สยามกระทำกับประเทศยุโรป และเป็นสัญญาที่เอื้อผลประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศอย่างเห็นได้ชัด สยามเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ประเทศโปรตุเกสมีอาวุธในการทำสงครามที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพชาวโปรตุเกสจำนวนมากได้เดินทางเข้ามาในประเทศสยาม และสอนชาวสยามให้รู้จักศิลปะในการสงคราม การสร้างป้อมปราการ
       สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ  จากการศึกษาเอกสารของฝ่ายโปรตุเกสระบุว่าปีที่ทำสัญญาฉบับนี้ได้แก่ปี ค.ศ.1518 ในขณะที่หนังสือประวัติศาสตร์ไทยระบุ ว่าเป็นปี ค.ศ.1516 แต่ผู้ทำสัญญฉบับนี้ตรงกันคือดูอาร์ต โกแอลโฮ เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการศึกษากันต่อไป ในขณะเดียวกับที่อันโตนิโอ ดา ซิลวา เรโก (Antonio da Silva Rego) นักประวัติศาสตร์โปรตุเกสระบุว่าสัญญาฉบับนี้กระทำโดย อันโตนิโอ เด มิซานดา เด อเซเวโด (Antonio de Mizanda de Azevedo) และ   แคมโปส (Campos) ในบทความของเขาก็ยืนยันว่าดูอาร์ต โกแอลโฮ มากระชับสัญญาฉบับแรกนั้นให้แน่นแฟ้นขึ้นเท่านั้น
       เป็นอันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มขึ้นแล้ว ชาวโปรตุเกสเข้ามาพำนักในสยามเพื่อทำการค้าขายและมีเสรีภาพในการถือศาสนาของตนในเอกสาร โบราณของชาวโปรตุเกสกล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นชาวโปรตุเกสได้นำเอาไม้กางเขนขนาดใหญ่ มีตราแผ่นดินของประเทศโปรตุเกสไปปักไว้ที่กลางกรุงศรีอยุธยาเรื่องนี้มิ ได้ปรากฏในพระราชพงศาวดาร หรือเอกสารของไทยแต่อย่างใด และเอกสารโบราณชิ้นนี้ยังระบุไว้ด้วยว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1516 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการ ติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับโปรตุเกส อย่างเป็นทางการ ไม้กางเขนอันนี้น่าจะเป็นไม้กางเขนที่เก่าแก่ที่สุดตามหลักฐานทางเอกสาร
 

2. กำเนิดหมู่บ้านโปรตุเกส
    
กรุงศรีอยุธยาเป็นนครที่มีความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่งไปด้วยทรัพยากร และสินค้าจากป่ามากมาย เป็นเมืองท่าที่มีเรือสินค้าชาติต่าง ๆ เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกันอย่างเนืองแน่น มีการก่อตั้งสถานีการค้าขึ้นในกรุงศรีอยุธยาและตามเมืองท่าในราชอาณาจักรในบรรดาชาติต่าง ๆเหล่านี้โปรตุเกสนับเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา เมื่อ อัลฟองซู ดึ อัลบูแคร์ก (Alfonso de Albuquerque) อุปราชโปรตุเกสประจำภาคอินเดียตะวันออก ได้ส่งดูอาร์ตึ ฟึนานดึช (Duarte Fernandes) เป็นทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ในปี พ.ศ. 2054 ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจึง   ได้เริ่มต้นขึ้น และได้มีการทำสนธิสัญญาฉบับแรกขึ้นในรัชสมัยนี้เอง เมื่อปี พ.ศ. 2054 โดยมี ดูอาร์ตึ โกแอลยู (Duarte Coelho) เป็นราชทูต ความสัมพันธ์      ดำเนินไปด้วยดีตลอดมา มีการส่งทูตไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ
       ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราช ในปี พ.ศ. 2081 เกิดศึกที่เมืองเชียงกรานชาวโปรตุเกสได้กระทำความดีความชอบในราชการสงครามครั้งนี้พระองค์จึงพระราชทานบำเหน็จยกที่ดินตำบลหนึ่งริมแม่น้ำฝั่งตะวันตกข้างใต้กรุงศรีอยุธยาให้ชาวโปรตุเกสตั้งบ้านเรือนและสร้างวัด สามารถนับถือศาสนาคริสต์ได้โดยเสรี และในปี พ.ศ. 2083 นับเป็นปีที่เริ่มต้นการก่อตั้งหมู่บ้านของชาวโปรตุเกสอย่างมั่นคง มีการสร้างโบสถ์เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ตั้งหลักแหล่งทำการค้าบ้างก็เข้ารับราชการเป็นทหารอาสา และได้ร่วมรบในสงครามหลายครั้ง นอกจากนี้ชาวโปรตุเกสยังได้นำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาเผยแพร่ เช่น การต่อเรือแบบใหม่ การใช้  อาวุธปืนต่าง ๆ การสร้างป้อมกำแพงเมือง เป็นต้น
 

หมู่บ้านโปรตุเกส
      
หมู่บ้านโปรตุเกสตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก อยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาห่างจากเกาะเมืองไปทางทิศใต้ราว 4 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านของชาวยุโรปชาติแรกในกรุงศรีอยุธยาจึงได้รับพระราชทานที่ดินกว้างขวางกว่าที่อยู่อาศัยของชาวยุโรปชาติอื่นที่เดินทางเข้ามา ในภายหลัง
       ลักษณะแผนผังหมู่บ้านยาวจากด้านทิศเหนือไปทางด้านทิศใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร ส่วนกว้างจากด้านตะวันออกไปทางด้านตะวันตกประมาณ 200 เมตร ตัว หมู่บ้านโปรตุเกสมีลักษณะเป็นเกาะล้อมรอบด้วยคูน้ำ 3 ด้าน คือด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน ยังคงเห็นร่องรอยคูน้ำอยู่ทั้ง 3 ด้าน อาณาเขตด้านทิศเหนืออยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านชาวฮอลันดา ด้านทิศใต้และทิศตะวันตกติดกับหมู่บ้านชาวอิสลาม
       ในบริเวณหมู่บ้านประกอบด้วยโบสถ์ในคริสต์ศาสนา 3 แห่ง คือ
           1.โบสถ์เซนต์ดอมินิก (โบราณสถานซานเปโตร) อยู่บริเวณกลางหมู่บ้าน เป็นโบสถ์ของคณะโดมินิกัน
           2.โบสถ์ของคณะฟรังซิสกัน อยู่ทางด้านทิศเหนือถัดจากซานเปโตรไปประมาณ 500 เมตร
           3.โบสถ์เซนต์เปาโล อยู่ทางด้านทิศใต้ ห่างจากซานเปโตรไปประมาณ 700 เมตร เป็นโบสถ์ของคณะเยสุอิต
       หมู่บ้านโปรตุเกส หรือ ค่ายโปรตุเกส (Campo Portugues) มีหัวหน้าค่ายซึ่งปรากฏในเอกสารว่าบางครั้งเรียกตำแหน่งว่าCapitao Mor เป็นผู้ปกครองหมู่- บ้าน ในระยะแรกคงมีชาวโปรตุเกสอาศัยอยู่ไม่มากนัก ดังปรากฏในพงศาวดารฉบับต่าง ๆ กล่าวต้องกันว่า ในสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราช มีชาวโปรตุเกสตั้งบ้าน เรือนอยู่จำนวน 130 คน ชาวโปรตุเกสเหล่านี้คงอาศัยอยู่ในบริเวณรอบ ๆ โบสถ์ บ้านเรือนก็คงมีลักษณะเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงแบบไทย ระยะต่อมาในสมัยสมเด็จ- พระนารายณ์มหาราช ปรากฏในจดหมายเหตุของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสว่า มีชาวโปรตุเกสอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ราว 2,000 – 3,000 คน แต่ส่วนใหญ่เป็นลูกผสม   ไม่ใช่ชาวโปรตุเกสแท้
       ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับโปรตุเกส นอกเหนือจากนโยบายทางการค้าและการทูตแล้ว การเผยแพร่ศาสนาก็เป็นจุดประสงค์สำคัญประการหนึ่ง     ควบคู่กันไป ชาวโปรตุเกสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2098 ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โดยบาทหลวง    คณะโดมินิกัน 2 องค์ ต่อจากนั้นได้มีการส่งบาทหลวงชาวโปรตุเกสเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาทั้งจากคณะโดมินิกัน, เยสุอิต, ออกุสติน และฟรังซิสกัน เป็นระยะเวลา   ตลอดสมัยอยุธยา มีจำนวนบาทหลวงทั้งสิ้นถึง 97 องค์
     ชาวโปรตุเกสและคนในค่ายโปรตุเกสอยู่อาศัยกันเรื่อยมาอย่างผาสุก ตั้งแต่ พ.ศ. 2083 จนกระทั่งพม่ายกทัพมายึดกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310 ได้บุกทำลายบ้านเมืองเสียหายยับเยิน ได้เผาหมู่บ้านของชาวยุโรปชาติต่าง ๆ รวมทั้งหมู่บ้านโปรตุเกสและโบสถ์ของคณะโดมินิกัน รื้อทำลายโบสถ์ของคณะเยสุอิต และเผาหมู่- บ้านรอบโบสถ์ ปล้นเอาสิ่งของที่หาได้ ในที่สุดหมู่บ้านโปรตุเกส หมู่บ้านของชาวยุโรปชาติแรกที่มาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีอายุยืนนานถึง 227 ปี จึงถึงกาลสิ้นสุดลงพร้อม ๆ กับการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา
 

จากจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนา
    
ในปี พ.ศ. 2525 อันเป็นวาระครบรอบ 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตโปรตุเกส ประจำ ประเทศไทย ดร.โจเซ่ เอดูอาโด เดอ เมลโล กูเวีย (Dr.Jose Eduado De Mello Gouveia) ได้คิดริเริ่มที่จะปรับปรุงหมู่บ้านโปรตุเกส เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศทั้งสอง และเพื่อให้อนุชน  รุ่นหลังได้ศึกษาถึงความเป็นมาในอดีตของชุมชนที่สำคัญแห่งนี้ โครงการปรับปรุงหมู่บ้านโปรตุเกสจึงได้เริ่มต้นขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยโดยกรมศิลปากรกับรัฐบาลโปรตุเกสโดยมูลนิธิกุลเบงเกียน (Gulbenkian Foundation) เพื่อทำการขุดแต่งบูรณะและปรับปรุงโบราณสถานในหมู่บ้านโปรตุเกส เริ่ม     ดำเนินงานในปี พ.ศ. 2527 ที่โบราณสถานซานเปโตร (โบสถ์ของคณะโดมินิกัน) อันเป็นโบราณสถาน 1 ใน 3 แห่งในบริเวณหมู่บ้านโปรตุเกส

โดยได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิกุลเบงเกียน มีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อปรับปรุงและพัฒนาหมู่บ้านโปรตุเกสให้เป็นสถานที่ศึกษาและท่องเที่ยวทางด้าน    ประวัติศาสตร์โบราณคดีต่อไป

โบราณสถานซานเปโตร (โบสถ์ของคณะโดมินิกัน)
    
โบราณสถานซานเปโตร เป็นชื่อที่เรียกขานกันในปัจจุบัน แต่สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น มีชื่อเรียกว่า โบสถ์เซนต์ดอมินิก หรือ ซานโดมิงโก ในภาษาโปรตุเกส      เป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์แห่งแรกในกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นพร้อม ๆ กับหมู่บ้านโปรตุเกส ในปี พ.ศ. 2083 เป็นโบสถ์ของคณะโดมินิกัน ตั้งอยู่ในบริเวณเกือบกึ่ง  กลางหมู่บ้านโปรตุเกส มีเนื้อที่ประมาณ 2,400 ตารางเมตร ผลจากการขุดแต่งทำให้ทราบว่า โบราณสถานแห่งนี้เป็นอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก หันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ตัวอาคารแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหน้าเป็นสุสานของชาวคาทอลิก ส่วนในซึ่งอยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของอาคาร เป็นส่วนที่อยู่อาศัยและพักผ่อน แบ่งออกเป็นสวน ที่พัก และครัว มีระเบียงเชื่อมต่อถึงกันโดยตลอด ภายในอาคารปูพื้นด้วยอิฐมีกระเบื้องเป็นบางส่วน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา
       ตัวอาคารมีร่องรอยการก่อสร้างทับซ้อนกันอย่างน้อย 2 ครั้ง มีการขยายเขตสุสานออกมาทางด้านหน้าพร้อม ๆ กับการขยายตัวอาคารไปครอบคลุมพื้นที่ซึ่งเคย เป็นลานโบสถ์ โดยต่ออาคารบางส่วนออกไปทั้งทางทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้
       เมื่อดำเนินงานขุดแต่ง ได้พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากหลายประเภทด้วยกัน ดังนี้
           1.โบราณวัตถุเกี่ยวกับศาสนา เช่น
                 -กางเขน พบทั้งที่เป็นสำริดและแก้ว มีหลายรูปแบบทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
                 -เหรียญรูปเคารพในศาสนา ส่วนใหญ่เป็นเหรียญสำริด มีหลายขนาดและหลายรูปทรง บนเหรียญด้านหนึ่งเป็นรูปแม่พระ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปนักบุญ                     สำคัญ ๆ หรือรูปพระสันตะปาปา
               -สายประคำ พบเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่พบร่วมกับโครงกระดูกในลักษณะห้อยคอ หรือห้อยไว้ที่มือ ซึ่งเป็นของที่ใช้เวลาสวดมนต์ของชาวโรมันคาทอลิก
           2.เงินตรา ได้แก่ เบี้ยและเหรียญที่ใช้แทนเงินตราต่าง ๆ
           3.เครื่องใช้ ได้แก่ ภาชนะดินเผาของไทยและเครื่องต่างประเทศ เช่น เครื่องถ้วยจีน ญี่ปุ่น เป็นต้น กล้องยาสูบ        เครื่องแก้ว เตารีด ขวดสุราชนิดต่าง ๆ
           4.เครื่องประดับ ได้แก่ กำไลสำริดและแก้วลูกกระพรวนสำริด แหวน หัวเข็มขัด กระดุม

สุสาน
      
โบราณวัตถุสำคัญที่พบจากการขุดแต่งโบราณสถาน โบสถ์ซานเปโตรแห่งนี้ คือ โครง กระดูกจำนวนมากมายถึง 254 โครง ฝังเรียงรายอย่างเป็นระเบียบและทับซ้อนกันอย่างแน่นหนาทั้งภายในและนอกอาคาร จากแนวโครงกระดูกที่พบ แสดงขอบเขตของสุสานเป็น 3 ส่วน ดังนี้
       ส่วนที่ 1 ส่วนในสุด ตำแหน่งที่ฝังศพอยู่กึ่งกลางตัวอาคารที่เป็นฐานโบสถ์ มีการเจาะช่องอิฐเป็นห้อง ๆ ขนาด 1.5-2 เมตร รวม 5 ห้อง ในแต่ละห้องฝังศพ 2 ศพคู่กัน ส่วนใหญ่หัน   ศีรษะไปทางทิศตะวันตกสู่แท่นที่ประดิษฐานรูปเคารพภายในโบสถ์ เชื่อว่าโครงกระดูกเหล่านี้ เป็นบาทหลวงหรือนักบวช จึงถูกฝังอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้ามากที่สุด
       ส่วนที่ 2 อยู่ถัดจากส่วนที่ใช้ฝังศพบาทหลวงมาทางด้านหน้า ส่วนนี้มีการกำหนดขอบเขตที่ฝังศพด้วยการก่ออิฐวางเรียงเป็นกรอบโดยรอบมีการฝังทับซ้อนในบริเวณเดียวกันโครงกระดูกที่พบในส่วนนี้ อาจมีฐานะทางสังคมในค่ายโปรตุเกสสูงกว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป

       ส่วนที่ 3 อยู่นอกแนวฐานโบสถ์ พบว่ามีการฝังทับซ้อนกันมาก บางโครงแสดงถึงการฝังซ้อนกันถึง  3 – 4 โครง โครงกระดูกเหล่านี้มีทั้งที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และมีบางส่วนที่ชำรุดจากการวิเคราะห์โครงกระดูกเบื้องต้นโดย ศ.นพ.สุด แสงวิเชียร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโครงกระดูกคณะกายวิภาคศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล   ศิริราช พบว่าโครงกระดูกที่พบมีทั้งชาวเอเชียและชาวยุโรป (มองโกลอยด์ และคอเคซอยด์) มีทั้ง สองเพศและทุกวัย พบโบราณวัตถุบางส่วนอยู่ร่วมกับโครงกระดูก เหล่านี้ด้วย
       จากหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงการเกิดโรคระบาดร้ายแรง (ไข้ทรพิษ) ในปลายแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา เมื่อปี พ.ศ. 2239 มีผู้คนล้มตายมากมาย และในปี พ.ศ. 2255 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ก็เกิดโรคระบาดอีกครั้งมีผู้คนล้มตายมากมายเช่นกัน ทำให้สันนิษฐานได้ว่า การที่พบโครง   กระดูกหนาแน่นและทับซ้อนกันมากขึ้นคงเนื่องมาจากผู้คนที่ล้มตายลงมากมายด้วยไข้ทรพิษจน เป็นเหตุให้มีการขยายสุสานออกมาจากเดิม

       เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปีพุทธศักราช 2538 ถือเป็นศุภฤกษ์ในอันที่จะทูลเกล้าฯ ถวายกิจกรรมทางด้านอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและสืบสานความสัม-พันธ์อันดีที่มีต่อกันมาช้านานระหว่างประเทศไทยกับประเทศโปรตุเกส นับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจวบจน     ปัจจุบัน กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ และประเทศโปรตุเกสโดยสถานทูตโปรตุเกส ได้ร่วมดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานซานเปโตร ในบริเวณหมู่บ้านโปรตุเกสแห่งนี้จนแล้วเสร็จ นับแต่ปี พ.ศ. 2527 ถึง 2538 เพื่อประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความเป็นมาในอดีตของชุมชนชาวยุโรปแห่ง      แรกและกำเนิดคริสตศาสนาในประเทศไทยสืบไป

การฝังศพคาทอลิกที่หมู่บ้านโปรตุเกส
      
ในที่นี้จะกล่าวถึงการฝังศพและลักษณะการฝังศพของชาวคาทอลิก ที่โบราณสถานซานเปโตรแห่งนี้ โครงกระดูกที่พบในบริเวณโบราณสถานซานเปโตรนี้จะอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นด้านหน้าของ   โบราณสถานเป็นส่วนใหญ่ และจะมีพบบ้างเล็กน้อยบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันออก-      เฉียงเหนือ
       การฝังศพจะหันศีรษะไปทางด้านทิศตะวันออก (อาจเป็นไปได้ว่าต้องการให้ศพหันหน้าเข้าหาโบสถ์ซึ่ง เป็นคติประเพณีนิยมก็เป็นได้) มีบ้างบางโครงที่หันศีรษะไปทางด้านทิศตะวันตก ศพที่หันศีรษะไปทางทิศ ตะวันตกนี้ส่วนใหญ่เป็นศพเด็ก
       จากการวิเคราะห์โครงกระดูกเหล่านี้พบว่ามีทั้งที่เป็นคนเชื้อชาติมองโกลอยด์และคอเคซอยด์ ซึ่งเป็น ไปได้มากว่าโครงกระดูกเหล่านี้อาจจะเป็นผู้ที่มีเชื้อสายโปรตุเกส ผสมกับคนพื้นเมืองซึ่งอาจจะมีทั้งชาว   จีนและญวนรวมอยู่ด้วย

การวางท่าของโครงกระดูก
    
การจัดวางท่าทางของศพนั้นจะจัดวางในลักษณะที่ สุภาพเพื่อแสดงถึงความเคารพลักษณะการวางท่าทางของศพที่พบจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.มือประสานกันที่บริเวณหน้าอก มือขวาทับมือซ้าย เข่าอยู่ห่างจากกัน แสดงว่าไม่ได้มีการมัด  เข่าหรือเท้า
2. มือประสานกันที่ท้องน้อย (ใกล้บริเวณเชิงกราน) มือทั้งสองชิดติดกันในลักษณะที่อาจเอานิ้วมือสอดประสานกันอันเป็นลักษณะที่แสดงความเคารพ เข่าทั้งสองอยู่     ชิดติดกันแสดงว่าเท้าทั้งสองติดกันหรือวางไขว้ทับกันด้วยแต่เท้าทั้งสองขาดหายไป
3. มือทั้งสองประสานกันที่ท้องน้อย (ใกล้บริเวณเชิงกราน) แต่เข่าและเท้าอยู่ห่างกัน
4. มือทั้งสองวางประสานกันที่บริเวณเหนือท้องน้อยในลักษณะที่ข้อศอกเกือบตั้งฉาก เข่าและเท้าอยู่ห่างกัน
5. มือขวาวางพาดบริเวณเหนือท้องน้อย ส่วนมือซ้ายจะวางพาดเฉียงลงมาบริเวณเหนือ เชิงกรานเล็กน้อย ลำตัวเอียงคล้ายวางตะแคง เข่าจะอยู่ในลักษณะย่อเล็กน้อย
6. มือวางประสานกันบริเวณท้องน้อยใกล้เชิงกราน มือขวาทับมือซ้าย เข่าห่างจากกัน แต่เท้าวางไขว้กันโดยเท้าขวาทับเท้าซ้าย
7. มือทั้งสองวางอยู่บนหน้าอก โดยมือขวาวางอยู่เหนือมือซ้ายเล็กน้อย เข่าและเท้าทั้งสองอยู่ห่างจากกัน
8. มือขวาวางพาดในลักษณะตั้งฉากบริเวณท้องน้อย มือซ้ายวางพาดขึ้นมาถึงบริเวณหน้าอก

การนำสิ่งของใส่ฝังร่วมกับผู้ตาย 
      
จากการขุดแต่งโครงกระดูกได้พบสิ่งของอยู่ร่วมกับโครงกระดูกด้วย ส่วนใหญ่ของที่พบร่วมกับโครงกระดูกจะเป็นของเคารพในศาสนา เช่น พบสายประคำ   คล้องคอผู้ตายอยู่ด้วย สายประคำนี้อาจทำด้วยกระดูกหรืองาช้าง พบสายประคำและเหรียญรูปเคารพในศาสนาอยู่ที่มือซ้ายซึ่งวางพาดลงมาที่บริเวณเชิงกรานใน       ลักษณะที่สิ่งของทั้งสองนี้อยู่ในกำมือ คงเป็นลักษณะที่มีการนำเอาของนี้ยัดใส่ในมือของผู้ตายเพื่อแสดงว่าเป็นบุตรของพระเจ้า
       การฝังศพของชาวคาทอลิกที่พบในการขุดแต่งโบราณสถานซานเปโตรนี้ จะพบว่ามีลักษณะการจัดวางท่าศพในลักษณะที่ต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่คำนึงถึง ความสุภาพแสดงความเคารพเป็นสำคัญ อาจเป็นได้ว่าการทำพิธีบางอย่างอาจนำเอาพิธีของศาสนาอื่นที่ชาวพื้นเมืองที่นี่ได้กระทำกันอยู่แล้ว เมื่อหันมานับถือศาสนาคริสต์ ก็ยังติดพิธีกรรมบางอย่างจากศาสนาเดิมอยู่มาใช้ก็เป็นได้ เช่น การมัดตราสังศพ เป็นต้น ส่วนลักษณะท่าทางในการจัดวางศพนั้น เป็นไปได้ว่าอาจมีการ       เคลื่อนจากเดิมบ้าง ทั้งนี้เพราะโครงกระดูกอาจมีการเกร็งหรือคลายลงจากลักษณะเดิมที่จัดไว้ได้  แต่ทั้งนี้การวิเคราะห์อย่างละเอียดจะสามารถให้ความกระจ่างแก ่เราต่อไป.

หน้าหลัก